ต้นกำเนิดของแมววิเชียรมาศ เอกลักษณ์ฉบับสายพันธุ์ไทย
- Sutthilak Keawon

- 12 พ.ค.
- ยาว 2 นาที

ใครที่หลงใหลในความน่ารัก และแววตาสีฟ้าของแมวสยามวิเชียรมาศ วันนี้เรา The Animals Society จะพาไปรู้จักน้องแมวสายพันธุ์นี้ ว่ามีต้นกำเนิดมาอย่างไรเองครับ
Key Takeaways
สมบัติจากอยุธยา: วิเชียรมาศมีต้นกำเนิดมาตั้งแต่สมัยอยุธยา ถูกบันทึกไว้ในตำราแมวว่าเป็นแมวมงคลชั้นสูงที่เลี้ยงกันในราชสำนัก
ความหมายมงคล: ชื่อ "วิเชียรมาศ" แปลว่าเพชรแห่งดวงจันทร์ มีความเชื่อว่าใครเลี้ยงไว้จะนำพาทรัพย์สินและโชคลาภมาให้
การโกอินเตอร์: ปี ค.ศ. 1884 เป็นจุดเริ่มต้นที่แมววิเชียรมาศเดินทางเข้าสู่ยุโรป และสร้างปรากฏการณ์กระแสแมวสยามฟีเวอร์ในงานประกวดที่อังกฤษ
เวทมนตร์แห่งพันธุกรรม: แต้มสีเข้ม 9 จุดเกิดจาก Himalayan gene ซึ่งทำงานสัมพันธ์กับอุณหภูมิ ยิ่งเย็นสียิ่งเข้ม
วิวัฒนาการสายพันธุ์: ปัจจุบันแบ่งเป็น 2 สไตล์หลักๆ คือ แบบดั้งเดิม (Applehead) ที่ดูแข็งแรงน่ารัก และแบบตะวันตก (Wedge) ที่ดูผอมเพรียวและโฉบเฉี่ยว
แมววิเชียรมาศตำนานที่ยังมีลมหายใจ
ถ้าเราพูดถึงแมวที่เป็นหน้าเป็นตาของประเทศไทย เชื่อว่าชื่อแรกที่ทุกคนนึกถึงคือ แมววิเชียรมาศ อย่างแน่นอนครับ ความน่าสนใจคือแมวสายพันธุ์นี้ไม่ได้เพิ่งมาฮิตในยุคที่เราชอบอวดรูปสัตว์เลี้ยงลงโซเชียลมีเดีย แต่พวกเขามีประวัติศาสตร์ยาวนานหลายร้อยปี และยังเป็นหนึ่งในสายพันธุ์แมวที่เก่าแก่ที่สุดในโลกที่ยังคงมีชีวิตอยู่จนถึงทุกวันนี้ครับ สำหรับในแวดวงไลฟ์สไตล์และสัตว์เลี้ยง แมววิเชียรมาศเปรียบเสมือนผลงานศิลปะที่มีชีวิต ซึ่งผสมผสานระหว่างความสง่างามแบบคลาสสิกและความขี้เล่นแบบเป็นกันเองได้อย่างลงตัว
หลายคนอาจจะคุ้นเคยกับภาพแมวตัวสีครีมที่มีแต้มสีเข้มตามจุดต่างๆ พร้อมกับดวงตาสีฟ้าประกายสดใส แต่เบื้องหลังความสวยงามนี้มีเรื่องราวที่น่าทึ่งซ่อนอยู่มากมายครับ ตั้งแต่สถานะการเป็นแมวชั้นสูงในราชสำนัก ไปจนถึงการเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลไปสร้างความฮือฮาในเวทีระดับโลก เราจะพาไปเจาะลึกกันทีละประเด็นครับ
บทความที่เกี่ยวข้อง : สรุปราคาแมววิเชียรมาศพันธุ์แท้ และผสมต่างกันแค่ไหน

ต้นกำเนิดที่แท้จริงของแมววิเชียรมาศในหน้าประวัติศาสตร์ไทย
ถ้าเราย้อนกลับไปดูหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ต้นกำเนิดของแมววิเชียรมาศนั้นผูกพันกับอาณาจักรอยุธยาอย่างแยกไม่ออกครับ คำว่า "วิเชียรมาศ" มีความหมายที่ไพเราะมาก โดยแปลว่า "เพชรแห่งดวงจันทร์" หรือ "ดวงจันทร์ที่สุกสกาวดั่งเพชร" ซึ่งแค่ชื่อก็บอกแล้วว่าคนสมัยก่อนให้มูลค่าและยกย่องแมวสายพันธุ์นี้มากแค่ไหน
ในยุคอยุธยา แมววิเชียรมาศไม่ได้เป็นแค่สัตว์เลี้ยงที่เดินจับหนูอยู่ตามบ้านทั่วไปนะครับ แต่พวกเขาถูกจัดให้อยู่ในสถานะที่สูงส่งมาก มีความเชื่อว่าแมวสายพันธุ์นี้มักจะถูกเลี้ยงดูโดยพระมหากษัตริย์ พระบรมวงศานุวงศ์ หรือขุนนางชั้นผู้ใหญ่เท่านั้น คนธรรมดาสามัญแทบจะไม่มีโอกาสได้ครอบครองเลยครับ นั่นทำให้วิเชียรมาศกลายเป็นสัญลักษณ์ของความมั่งคั่งและบารมีไปโดยปริยาย
แมววิเชียรมาศในสมุดข่อยโบราณ
ความชัดเจนที่สุดเกี่ยวกับต้นกำเนิดของแมววิเชียรมาศ ถูกบันทึกไว้ใน "ตำราแมว" หรือสมุดข่อยโบราณ ซึ่งคาดว่าถูกเขียนขึ้นในช่วงยุคกรุงศรีอยุธยาตอนปลายจนถึงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ครับ ในตำรานี้มีการวาดภาพและอธิบายลักษณะของแมวไทยมงคลและอัปมงคลไว้อย่างชัดเจน
ตำราแมวระบุว่าวิเชียรมาศเป็นหนึ่งในแมวมงคล 17 ชนิด โดยบรรยายลักษณะไว้ว่า มีพื้นขนสีขาวหม่นหรือสีดอกโกฐ (สีครีม) และมีแต้มสีดำหรือสีน้ำตาลเข้มที่เรียกว่า "แต้มสีครั่ง" บริเวณ 9 ตำแหน่งบนร่างกาย ได้แก่ หน้า หูทั้งสองข้าง เท้าทั้งสี่ หาง และอวัยวะเพศ นอกจากนี้ยังมีบทกลอนที่ระบุชัดเจนว่า ใครที่เลี้ยงแมววิเชียรมาศไว้ จะช่วยนำพาโชคลาภ ทรัพย์สินเงินทอง และความเจริญรุ่งเรืองมาให้แก่ผู้เป็นเจ้าของครับ นี่จึงเป็นเหตุผลเชิงจิตวิทยาในอดีตที่ทำให้แมวสายพันธุ์นี้มีมูลค่าสูงและเป็นที่ต้องการอย่างมาก
แมววิเชียรมาศกลายเป็นสัตว์เลี้ยงแฟชั่นระดับโลกได้อย่างไร
การเปลี่ยนผ่านจากแมวในราชสำนักไทย สู่การเป็นสัตว์เลี้ยงยอดฮิตที่คนดังและชนชั้นสูงในยุโรปต้องมี ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้แมววิเชียรมาศกลายเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกครับ ในยุควิกตอเรียนที่ชาวยุโรปกำลังตื่นตัวกับการเสาะหาสิ่งแปลกใหม่จากดินแดนตะวันออก (Exotic trend) แมวสยามของเราก็เข้าไปตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ความหรูหราตรงนั้นพอดิบพอดีครับ
ใครคือผู้นำแมววิเชียรมาศคู่แรกไปสู่สายตาชาวยุโรป
เรื่องราวการโกอินเตอร์เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการในปี ค.ศ. 1884 ครับ เมื่อกงสุลอังกฤษประจำกรุงเทพฯ ที่ชื่อว่า โอเวน กูลด์ (Owen Gould) ได้รับมอบแมววิเชียรมาศคู่หนึ่งเป็นของขวัญ ซึ่งหลายแหล่งข้อมูลระบุตรงกันว่าเป็นของขวัญที่ได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) แมวคู่นี้เป็นตัวผู้และตัวเมีย มีชื่อที่น่ารักและจำง่ายมากคือ "พุฒ" (Pho) และ "เมีย" (Mia)
คุณกูลด์ได้ส่งแมวคู่นี้กลับไปให้น้องสาวของเขาที่ประเทศอังกฤษครับ และในปีถัดมา ค.ศ. 1885 น้องสาวของเขาก็ได้นำเจ้าพุฒและเมียไปจัดแสดงในงานประกวดแมวระดับชาติที่ Crystal Palace ในกรุงลอนดอน บอกเลยว่างานนั้นแมวสยามของเราขโมยซีนสุดๆ ครับ เพราะหน้าตาและสีสันของวิเชียรมาศนั้นแปลกประหลาดและแตกต่างจากแมวพื้นเมืองในยุโรปอย่างสิ้นเชิง

ทำไมชาวยุโรปในยุคนั้นถึงหลงรักแมวสยามจนเกิดเป็นกระแสฟีเวอร์
ตอนแรกที่ชาวยุโรปเห็นแมววิเชียรมาศ บางคนถึงกับตกใจและวิจารณ์ว่าเป็นแมวที่มีหน้าตาเหมือนฝันร้าย เพราะสีขนที่ตัดกันอย่างชัดเจนและรูปร่างที่เพรียวบางดูไม่คุ้นตาเอาเสียเลยครับ แต่หลังจากนั้นไม่นาน ความคิดเหล่านั้นก็เปลี่ยนเป็นความหลงใหลอย่างรุนแรง
สาเหตุที่ทำให้แมวสยามฟีเวอร์ ไม่ใช่แค่เรื่องของรูปร่างหน้าตาที่ดูสง่างามและมีคลาสเท่านั้นครับ แต่เป็นเพราะ "นิสัย" ของพวกเขาด้วย วิเชียรมาศเป็นแมวที่มีนิสัยคล้ายสุนัข คือติดเจ้าของมาก ฉลาด ขี้อ้อน และที่สำคัญคือช่างพูดช่างคุย มีเสียงร้องที่เป็นเอกลักษณ์ การมีแมววิเชียรมาศเดินคลอเคลียอยู่ในคฤหาสน์จึงกลายเป็นเทรนด์แฟชั่นและสัญลักษณ์ของความมีระดับในยุคนั้นไปเลยครับ
ลักษณะเด่นที่แท้จริงของแมววิเชียรมาศ
สำหรับใครที่อยากรู้ว่าแมววิเชียรมาศที่เราเห็นนั้นมีลักษณะตรงตามมาตรฐานหรือเปล่า เราต้องมาทำความเข้าใจเรื่องกายภาพของพวกเขากันก่อนครับ จุดเด่นที่สุดที่หนีไม่พ้นคือเรื่องของ "แต้ม" (Point) และดวงตา เราลองมาเจาะลึกความลับที่ซ่อนอยู่ในสีขนของพวกเขากันครับ
ความลับทางพันธุกรรมที่ทำให้สีขนเปลี่ยนตามอุณหภูมิ
นี่คือหนึ่งใน Insight ที่น่าทึ่งที่สุดของวิเชียรมาศเลยครับ หลายคนอาจจะเคยสังเกตว่าลูกแมววิเชียรมาศตอนเกิดใหม่จะมีสีขาวล้วนทั้งตัว แต่พอโตขึ้นแต้มสีเข้มค่อยๆ ปรากฏขึ้นมา หรือบางตัวอยู่ในห้องแอร์เย็นๆ แล้วสีขนจะเข้มขึ้น เรื่องนี้ไม่ใช่เวทมนตร์ครับ แต่เป็นเรื่องของวิทยาศาสตร์และพันธุกรรมล้วนๆ
แมววิเชียรมาศมียีนกลายพันธุ์ชนิดหนึ่งที่เรียกว่า "Himalayan gene" ซึ่งยีนตัวนี้จะไปควบคุมเอนไซม์ไทโรซิเนส (Tyrosinase) ที่ทำหน้าที่ผลิตเม็ดสีเมลานิน ความตลกของเอนไซม์ตัวนี้คือ มันจะขี้เกียจทำงานในอุณหภูมิที่อุ่นครับ ตอนที่ลูกแมวอยู่ในท้องแม่ที่อุ่นสบาย เอนไซม์เลยไม่ผลิตเม็ดสี ลูกแมวเลยเกิดมาเป็นสีขาว
แต่พอออกมาเจออากาศภายนอก อวัยวะส่วนปลายที่อุณหภูมิต่ำกว่าส่วนอื่นของร่างกาย เช่น จมูก หู ปลายเท้าทั้งสี่ และหาง เอนไซม์จะเริ่มทำงานและผลิตเม็ดสีเข้มออกมา ทำให้เกิดเป็นแต้ม 9 จุดที่เป็นเอกลักษณ์นั่นเองครับ ถือเป็นความมหัศจรรย์ของธรรมชาติที่สร้างสรรค์งานศิลปะบนตัวแมวได้อย่างแนบเนียนจริงๆ ครับ
แมววิเชียรมาศสายพันธุ์ดั้งเดิมกับสายพันธุ์ตะวันตกต่างกันอย่างไร
เมื่อแมววิเชียรมาศถูกนำไปเพาะพันธุ์ในต่างประเทศเป็นเวลานาน นักเพาะพันธุ์ชาวตะวันตกได้พัฒนาสายพันธุ์จนรูปร่างหน้าตาเริ่มเปลี่ยนไปจากเดิมครับ เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน เราลองมาดูตารางเปรียบเทียบระหว่างวิเชียรมาศแบบไทยแท้และแบบตะวันตกกันครับ
ลักษณะทางกายภาพ | วิเชียรมาศสายพันธุ์ดั้งเดิม (Thai Siamese / Applehead) | วิเชียรมาศสายพันธุ์ตะวันตก (Modern Siamese / Wedge) |
รูปทรงหัว | กลมมนคล้ายผลแอปเปิล ดูมีแก้ม น่ารักเป็นมิตร | เป็นรูปสามเหลี่ยมลิ่ม (Wedge) แหลมยาว ดูเฉียบคม |
รูปร่างและโครงกระดูก | ขนาดกลาง โครงสร้างกระดูกหนาและแข็งแรง มีกล้ามเนื้อ | รูปร่างผอมเพรียวบางมาก โครงกระดูกเล็ก ขาเรียวยาว |
ใบหู | ขนาดพอดีกับหัว ตั้งตรง ฐานหูไม่กว้างมาก | ใบหูใหญ่มาก ฐานหูกว้าง ตั้งกางออกไปด้านข้าง |
ดวงตา | รูปทรงอัลมอนด์ สีฟ้าสดใส หรือฟ้าอมเทา | ดวงตารูปทรงอัลมอนด์เฉียงขึ้น สีฟ้าเข้มจัด |
ภาพลักษณ์รวม | ดูเป็นแมวบ้านที่แข็งแรง เป็นธรรมชาติ | ดูสง่างาม โฉบเฉี่ยว เหมือนนางแบบบนรันเวย์ |
ตารางนี้ช่วยให้เราแยกแยะได้ง่ายขึ้นครับว่า แมวที่เรากำลังดูอยู่นั้นถูกพัฒนาสายพันธุ์มาในทิศทางไหน ซึ่งในปัจจุบันวงการคนรักแมวก็ให้การยอมรับทั้งสองแบบครับ ขึ้นอยู่กับความชื่นชอบส่วนบุคคลเลย
Q&A
Q : แมววิเชียรมาศกับแมวเก้าแต้มคือแมวชนิดเดียวกันไหม?
A : ไม่ใช่ครับ นี่เป็นความเข้าใจผิดที่เจอบ่อยมาก แมววิเชียรมาศจะมีสีพื้นเป็นสีครีมและมีแต้มเข้ม 9 จุดตามอวัยวะส่วนปลาย ส่วน "แมวเก้าแต้ม" ตามตำราโบราณคือแมวที่มีพื้นสีขาวทั้งตัว และมีแต้มสีดำเป็นวงกลมแต้มอยู่ตามลำตัว 9 แห่งเหมือนโดนพู่กันแต้มครับ ซึ่งปัจจุบันแมวเก้าแต้มแทบจะสูญพันธุ์หรือหาดูได้ยากมากๆ แล้วครับ
Q : แมววิเชียรมาศแท้ต้องมีตาสีฟ้าเท่านั้นจริงหรือ?
A : จริงครับ ตามมาตรฐานสายพันธุ์และพันธุกรรมของวิเชียรมาศแท้ ดวงตาจะต้องเป็นสีฟ้าประกายสดใสเท่านั้น หากพบว่ามีดวงตาสีอื่น เช่น สีเหลือง หรือสีเขียว แสดงว่าอาจมีการผสมข้ามสายพันธุ์มาในรุ่นก่อนหน้าครับ
Q : เลี้ยงแมววิเชียรมาศในห้องแอร์ตลอดเวลา ขนจะดำขึ้นจริงไหม?
A : จริงครับ อย่างที่เราได้อธิบายไปเรื่องยีน Himalayan สีขนของวิเชียรมาศจะตอบสนองต่ออุณหภูมิ หากเลี้ยงในสภาพอากาศที่เย็นจัดหรืออยู่ในห้องแอร์ตลอดเวลา บริเวณแต้มสีเข้มจะขยายวงกว้างขึ้น และสีพื้นลำตัวที่เคยเป็นสีครีมสว่างก็อาจจะหม่นลงหรือเข้มขึ้นได้ครับ
The Animals Society ขอส่งท้ายด้วยการร่วมเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนแฟชั่นของคนรักสัตว์ ด้วยการบริจาคให้น้อง ๆ ได้ที่เว็บไซต์ที่ทางเรารวบรวมมา คลิกที่นี่ โดยเป็นการบริจาคแบบทางตรง โดยไม่ผ่านตัวกลางใด ๆ เพื่อช่วยเหลือเพื่อนสัตว์โลกของเราได้มีที่พึ่งพิงมากขึ้น







ความคิดเห็น